
หากพูดถึง แว่น AR สำหรับเล่นเกม ดูหนัง หรือเปลี่ยนหน้าจอสมาร์ตโฟนและเครื่องเล่นเกมให้กลายเป็นจอเสมือนขนาดใหญ่ VITURE ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่น่าจับตามอง และในปี 2026 รุ่นใหม่อย่าง VITURE Pro 2 ก็เข้ามาสานต่อแนวคิดนี้ด้วยการปรับทั้งความคมชัด น้ำหนัก และความสบายในการสวมใส่ โดยยังคงรูปแบบคล้ายแว่นทั่วไปมากกว่าเฮดเซต VR ขนาดใหญ่
จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่หน้าจอ Sony Micro-OLED, ระบบ UltraClarity 3.0, Refresh Rate สูงสุด 120Hz พร้อมการปรับสายตาสั้นในตัว จึงน่าสนใจทั้งสำหรับสายเกม คนดูหนัง และคนที่ต้องเดินทางบ่อย วันนี้เราจะพาไปดูว่าสเปกและประสบการณ์ใช้งานของรุ่นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง
VITURE Pro 2 มีอะไรใหม่? เจาะลึกสเปกและหน้าจอ

VITURE Pro 2 ถูกวางตำแหน่งเป็น แว่น XR สำหรับสร้างหน้าจอเสมือนส่วนตัว โดยผู้ใช้ยังสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ แตกต่างจาก VR Headset ที่มักปิดการมองเห็นโลกภายนอกทั้งหมด
หัวใจสำคัญคือ Sony Micro-OLED ความละเอียด 1080p พร้อมระบบเลนส์ UltraClarity 3.0 ซึ่ง VITURE พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมชัดตั้งแต่กลางจอไปจนถึงบริเวณขอบ รองรับ Refresh Rate สูงสุด 120Hz และให้มุมมองหรือ FOV ประมาณ 50 องศา สามารถจำลองหน้าจอเสมือนขนาดประมาณ 146 นิ้วได้
จุดที่ทำให้ แว่น AR VITURE Pro 2 แตกต่างจากการดูคอนเทนต์ผ่านมือถือคือความรู้สึกเหมือนมีจอขนาดใหญ่ลอยอยู่ด้านหน้า โดยไม่ต้องพกจอ Portable Monitor เพิ่ม
สเปกสำคัญประกอบด้วย
จากการทดสอบของ Tom's Guide หน้าจอรุ่นนี้มีความสว่างและพื้นที่แสดงผลเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ VITURE Pro รุ่นเดิม ขณะที่ The Verge ระบุว่าจุดเด่นสำคัญคือความคมชัดที่ค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วทั้งภาพ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กอย่างข้อความ เมนูเกม และ Mini Map
อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือวงแหวน Diopter Adjustment แยกซ้ายและขวา สามารถปรับได้ตั้งแต่ 0 ถึง -5.0D ทำให้ผู้ที่มีสายตาสั้นในช่วงดังกล่าวสามารถปรับโฟกัสจากตัวแว่นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เลนส์สายตาเสริม
หากมีค่าสายตาเกิน -5.0D หรือมีภาวะสายตาเอียง VITURE มีกรอบสำหรับติดตั้ง Prescription Lens เพิ่มเติม ซึ่งช่วยให้รุ่นนี้ยืดหยุ่นกับผู้ใช้งานได้มากขึ้น

จุดแข็งของ แว่น AR สำหรับเล่นเกม ประเภทนี้คือความสะดวก เพียงเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่รองรับ DisplayPort ผ่าน USB-C ก็สามารถแสดงภาพขึ้นแว่นได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ติดอยู่บนตัวแว่น
VITURE Pro 2 สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับ Steam Deck, ROG Ally และ Handheld PC ที่รองรับ รวมถึง iPhone 15 หรือรุ่นใหม่กว่า, iPad USB-C, MacBook และอุปกรณ์ Android บางรุ่นที่รองรับ DisplayPort Output ส่วน Nintendo Switch, Switch 2, PS5 และ Xbox จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมในบางรูปแบบ
สำหรับสายเกม Refresh Rate สูงสุด 120Hz ถือเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยให้การเคลื่อนไหวดูต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับ Gaming Handheld หรือ PC ที่สามารถส่งภาพเฟรมเรตสูงได้
ด้านน้ำหนัก VITURE Pro 2 อยู่ที่ประมาณ 63 กรัม และเพิ่มตัวเลือกปรับตำแหน่ง Nose Pad ได้หลายระดับ พร้อมปรับองศาขาแว่นได้ 3 ระดับ ช่วยให้หาตำแหน่งภาพที่พอดีกับสายตาได้ง่ายขึ้น จากการทดสอบของ The Verge สามารถสวมเล่นเกมต่อเนื่องประมาณ 90 นาทีได้โดยยังให้ความรู้สึกสบายในระดับที่ดี แม้จะพบความร้อนบริเวณขาแว่นด้านขวาบ้างเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน
สำหรับการดู Netflix, YouTube หรือภาพยนตร์ระหว่างเดินทาง รูปแบบหน้าจอส่วนตัวขนาดใหญ่ถือว่าเหมาะมาก โดยเฉพาะบนเครื่องบินหรือพื้นที่ที่ไม่สะดวกเปิดโน้ตบุ๊ก
อย่างไรก็ตาม หากเน้นอ่านตัวหนังสือหรือทำงานเอกสารหลายชั่วโมง อาจไม่ได้สะดวกเท่าจอคอมพิวเตอร์จริง ขณะที่ระบบเสียงลำโพงคู่ที่ปรับแต่งโดย Harman สามารถใช้งานทั่วไปได้ แต่จากการทดสอบของ Tom's Guide คุณภาพเสียงยังไม่ใช่จุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้
แว่น AR VITURE Pro 2 เปิดราคาบนเว็บไซต์ทางการที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับตัวแว่น ซึ่งถือว่าลดลงมากเมื่อเทียบกับ VITURE Pro รุ่นก่อนที่มีราคาเปิดตัว 549 ดอลลาร์ โดยอุปกรณ์อย่าง Mobile Dock หรือ Pro Neckband จำหน่ายแยก
รุ่นนี้เหมาะกับ เกมเมอร์ที่ใช้ Steam Deck, ROG Ally หรือ Gaming Handheld, คนที่ดูหนังระหว่างเดินทางเป็นประจำ รวมถึงผู้ที่อยากได้จอเสมือนส่วนตัวโดยไม่ต้องพก Portable Monitor
แต่หากต้องการระบบ AR เต็มรูปแบบที่สามารถวางวัตถุเสมือนในพื้นที่จริง หรือต้องการ Head Tracking ขั้นสูงแบบติดมากับตัวแว่น รุ่นนี้อาจยังไม่ใช่คำตอบ เพราะพื้นฐานของ Pro 2 เน้นการเป็นจอภาพแบบสวมใส่และ Screen Mirroring มากกว่าแว่น Spatial Computing แบบเต็มรูปแบบ
VITURE Pro 2 เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหา แว่น AR เพื่อเล่นเกมและดูคอนเทนต์บนหน้าจอเสมือนขนาดใหญ่ จุดเด่นคือจอ Micro-OLED ที่คมชัด, 120Hz, น้ำหนักเพียง 63 กรัม และสามารถปรับค่าสายตาสั้นได้ถึง -5.0D ขณะที่ราคาเริ่มต้น 299 ดอลลาร์ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน
หากกำลังมองหาอุปกรณ์ IT Gadget สำหรับยกระดับประสบการณ์เล่นเกม ดูหนัง หรือทำงานนอกสถานที่ สามารถติดตามสินค้า เทคโนโลยีใหม่ และอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ UTECH
ใช้งานได้ แต่ต้องเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์เสริมที่รองรับ เช่น VITURE Mobile Dock Mini หรือ Pro Mobile Dock เนื่องจากไม่สามารถเสียบตัวแว่นเข้ากับ Switch แล้วใช้งานได้โดยตรงเหมือน Gaming Handheld บางรุ่น
ได้ โดยตัวแว่นมี Diopter Adjustment แยกสองข้าง ปรับได้ตั้งแต่ 0 ถึง -5.0D หากค่าสายตาสูงกว่านี้หรือมีสายตาเอียง สามารถใช้ Prescription Lens Frame เพื่อติดเลนส์สายตาเพิ่มเติมได้
สามารถใช้เป็นจอเสมือนสำหรับดูข้อมูล เล่นเกม หรือทำงานบางประเภทได้ แต่สำหรับการอ่านเอกสารหรือข้อความขนาดเล็กเป็นเวลานาน จอมอนิเตอร์จริงอาจให้ความสะดวกกว่า โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้หลายหน้าต่างและทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง