- หน้าแรก >>
- รีวิวเทคโนโลยี
- ล่าสุด
อะแดปเตอร์ iPhone อัปเดตล่าสุด มีกี่แบบ รุ่นไหนดี?
by Utech 132 Views

อะแดปเตอร์ iPhone อัปเดตล่าสุด มีกี่แบบ รุ่นไหนดี?
การใช้งาน iPhone จะสมบูรณ์แบบได้ก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมที่ถูกต้อง หนึ่งในนั้นคือ อะแดปเตอร์ (iPhone Charger Adapter) ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วมีผลต่อทั้งความเร็วการชาร์จและอายุการใช้งานแบตเตอรี่โดยตรง โดยเฉพาะในยุคที่ Apple หันมาใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง USB-C Power Delivery (PD) และ MagSafe Wireless Charging ที่ช่วยให้การชาร์จเร็วขึ้นและสะดวกกว่าเดิม คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “อะแดปเตอร์ iPhone มีกี่แบบ และควรเลือกใช้อย่างไร?” บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกตั้งแต่รุ่นเก่าไปจนถึงรุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมเทคนิคการเลือกซื้ออย่างมืออาชีพ
ย้อนรอยวิวัฒนาการอะแดปเตอร์ iPhone

ยุคแรก (iPhone 4 – iPhone 6) Apple แถมอะแดปเตอร์ USB-A 5W ที่ชาร์จช้าแต่ปลอดภัย เป็นยุคเริ่มต้นที่เน้นความเสถียรและปลอดภัยมากกว่าความเร็วในการชาร์จ อะแดปเตอร์ในยุคนี้มีการออกแบบเรียบง่าย ทนทาน และขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับพกพา อะแดปเตอร์ 5W นี้กลายเป็นมาตรฐานสากลที่ทุกแบรนด์ยอมรับและสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่รองรับสาย USB แบบดั้งเดิมได้ทั้งหมด
- ยุคกลาง (iPhone 6s – iPhone 11) Apple ยังคงใช้อะแดปเตอร์ 5W เป็นมาตรฐานหลักสำหรับ iPhone ทั่วไป เนื่องจากความน่าเชื่อถือและต้นทุนที่เหมาะสม ในช่วงนี้ผู้ใช้เริ่มต้องการชาร์จเร็วขึ้น แต่ Apple ยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม สำหรับรุ่นพรีเมียมอย่าง iPhone 11 Pro/11 Pro Max Apple เริ่มปรับตัวครั้งสำคัญด้วยการแถมอะแดปเตอร์ USB-C 18W ที่รองรับ Fast Charge ทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสการชาร์จที่เร็วขึ้นอย่างชัดเจน นับเป็นการปูทางสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
- ยุคใหม่ (iPhone 12 – iPhone 15) Apple ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเลิกแถมอะแดปเตอร์ในกล่อง iPhone ทุกรุ่น สร้างความประหลาดใจให้ผู้ใช้ทั่วโลก พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้เลือกซื้ออะแดปเตอร์ USB-C 20W หรือรุ่นที่มีกำลังไฟสูงกว่า เพื่อรองรับเทคโนโลยีการชาร์จสมัยใหม่ทั้ง Fast Charge ที่ชาร์จได้ 50% ในเวลาเพียง 30 นาที และระบบ MagSafe Wireless ซึ่งเป็นการชาร์จไร้สายประสิทธิภาพสูง อะแดปเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็กลงแต่มีกำลังไฟและประสิทธิภาพสูงขึ้น ตอบสนองความต้องการความรวดเร็วและความสะดวกของผู้ใช้สมัยใหม่
- iPhone 12 – 14 ยังคงใช้พอร์ต Lightning แต่มาพร้อมสาย USB-C to Lightning ในกล่อง เพื่อรองรับการใช้งานกับอะแดปเตอร์ USB-C รุ่นใหม่ ผู้ใช้จึงสามารถเลือกซื้ออะแดปเตอร์ที่รองรับมาตรฐาน USB-C จาก Apple หรือแบรนด์อื่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน MFi ได้ตามต้องการ
- iPhone 15 Series เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเมื่อ Apple เปลี่ยนพอร์ตเป็น USB-C เต็มรูปแบบ ตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ที่บังคับให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้พอร์ตชาร์จแบบเดียวกันเพื่อลดปริมาณขยะ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ใช้สายชาร์จร่วมกับอุปกรณ์อื่นได้มากขึ้น และรองรับความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงขึ้น โดยเฉพาะรุ่น Pro และ Pro Max ที่รองรับความเร็วถึง 10 Gbps
หมายเหตุ: Apple ให้เหตุผลว่าการไม่แถมอะแดปเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง เนื่องจากกล่องที่เล็กลงทำให้ขนส่งได้มากขึ้นในแต่ละเที่ยว ตามข้อมูลของ Apple การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 2 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนกว่า 500,000 คัน อย่างไรก็ตาม หลายคนวิจารณ์การตัดสินใจนี้ เพราะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการซื้ออะแดปเตอร์ที่เหมาะสม และบางคนมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดมากกว่าความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
อะแดปเตอร์ iPhone มีกี่แบบ?

1. อะแดปเตอร์ USB-A (แบบดั้งเดิม)
เป็นหัวชาร์จรุ่นแรกสุดของ iPhone ที่ Apple ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย สามารถใช้งานได้โดยไม่ยุ่งยาก เพียงเสียบเข้ากับเต้ารับไฟฟ้ามาตรฐานก็สามารถชาร์จได้ทันที แต่มีข้อจำกัดสำคัญในเรื่องความเร็วการชาร์จเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ต้องใช้เวลานานในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม
- กำลังไฟ: 5W (5V/1A) ซึ่งเป็นกำลังไฟมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสมาร์ทโฟนทั่วไปในยุคแรก
- รุ่นที่รองรับ: iPhone 4 – iPhone 11 ครอบคลุมช่วงการใช้งานหลายปี ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงก่อนเปลี่ยนนโยบายการแถมอะแดปเตอร์
- ข้อดี: ราคาถูก, ทนทาน, ขนาดกะทัดรัดพกพาสะดวก, ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน, และหาซื้อได้ทั่วไป
- ข้อเสีย: ชาร์จช้ามาก (ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมงสำหรับชาร์จเต็ม), ไม่รองรับ Fast Charge, ไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความเร็วในการชาร์จ และไม่รองรับการชาร์จอุปกรณ์ที่ต้องการกำลังไฟสูง
2. อะแดปเตอร์ iPad ที่ใช้ได้กับ iPhone
แม้จะออกแบบมาสำหรับ iPad โดยเฉพาะ แต่อะแดปเตอร์เหล่านี้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์กับ iPhone ทุกรุ่น เนื่องจากทั้งสองอุปกรณ์ใช้ระบบไฟฟ้าและพอร์ตเชื่อมต่อมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้ iPhone สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่มีปัญหา
- กำลังไฟ: 12W (USB-A) สำหรับรุ่นดั้งเดิม และ 29W – 30W (USB-C) สำหรับรุ่นที่ทันสมัยกว่า ให้พลังงานมากกว่าอะแดปเตอร์มาตรฐานของ iPhone 2-6 เท่า ส่งผลให้ประสิทธิภาพการชาร์จสูงขึ้นอย่างชัดเจน
- ความเร็วชาร์จ: เร็วกว่าหัวชาร์จมาตรฐาน 5W อย่างเห็นได้ชัด ลดเวลาชาร์จลงได้ 40-60% ขึ้นอยู่กับรุ่น iPhone และสภาพแบตเตอรี่ ทำให้ไม่ต้องรอนานเมื่อต้องการชาร์จอย่างเร่งด่วน
- เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการเพิ่มความเร็วการชาร์จแต่ไม่อยากซื้ออะแดปเตอร์ใหม่ หรือผู้ที่มีทั้ง iPhone และ iPad อยู่แล้ว สามารถใช้อะแดปเตอร์ร่วมกันได้สะดวก ประหยัดพื้นที่และลดความยุ่งยากในการพกพาอุปกรณ์ชาร์จหลายชิ้น
3. อะแดปเตอร์ USB-C Power Delivery (PD)
เป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ Apple แนะนำให้ใช้อย่างเป็นทางการ สำหรับอุปกรณ์ iPhone รุ่นใหม่ทั้งหมด เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงและช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้อย่างมาก
- กำลังไฟที่นิยม: 18W (เลิกผลิตแล้ว เพราะถูกแทนที่ด้วยรุ่นประสิทธิภาพสูงกว่า), 20W (รุ่นมาตรฐานที่ Apple แนะนำสำหรับผู้ใช้ทั่วไป), 30W, 35W (เหมาะกับผู้ใช้งานหนัก), 67W, 96W และ 140W (สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานสูง เช่น MacBook Pro)
- ความเร็วชาร์จ: iPhone 8 ขึ้นไปสามารถชาร์จได้เร็วถึง 50% ภายในเพียง 30 นาที (เมื่อใช้อะแดปเตอร์ 20W ขึ้นไป) ซึ่งเร็วกว่าอะแดปเตอร์รุ่นเก่าถึง 3 เท่า และช่วยประหยัดเวลาได้มาก โดยเฉพาะในยามเร่งรีบ
- รุ่นที่รองรับ: iPhone 8 – iPhone 15 Series ครอบคลุมอุปกรณ์ Apple รุ่นใหม่ทั้งหมดในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่มีแผนอัพเกรดอุปกรณ์ในอนาคต
- ข้อดี: รองรับเทคโนโลยี Fast Charge ที่ช่วยให้ชาร์จได้เร็วขึ้นอย่างมาก, ใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นในระบบนิเวศ Apple ได้ทั้ง iPad และ MacBook ทำให้ไม่ต้องพกอะแดปเตอร์หลายชิ้น, มีระบบป้องกันความร้อนและไฟกระชากที่ช่วยปกป้องอุปกรณ์ของคุณ
4. อะแดปเตอร์สำหรับชาร์จไร้สาย
Apple พัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายสองรูปแบบหลัก ได้แก่ MagSafe และ Qi Wireless เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกสบาย โดยไม่ต้องพกสายชาร์จและสามารถชาร์จได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งสองระบบนี้ออกแบบมาเพื่อรองรับอุปกรณ์ Apple โดยเฉพาะ
- MagSafe Charger: ให้กำลังไฟ 15W สำหรับการชาร์จแบบไร้สาย → ออกแบบมาสำหรับ iPhone 12 ขึ้นไป มีแม่เหล็กช่วยจัดตำแหน่งให้แนบสนิทกับด้านหลังเครื่อง ทำให้การชาร์จมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดการสูญเสียพลังงาน
- MagSafe Duo Charger: อุปกรณ์ชาร์จพิเศษที่สามารถชาร์จ iPhone และ Apple Watch พร้อมกัน ช่วยลดความยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีอุปกรณ์ Apple หลายชิ้น และประหยัดพื้นที่ในการวางอุปกรณ์ชาร์จ
- Qi Wireless: มาตรฐานการชาร์จไร้สายทั่วไปที่ให้กำลังไฟ 7.5W สำหรับ iPhone → รองรับ iPhone 8 ขึ้นไปทุกรุ่น แต่ชาร์จช้ากว่า MagSafe อย่างชัดเจน และไม่มีระบบแม่เหล็กช่วยจัดตำแหน่งเหมือน MagSafe
การรองรับ Fast Charge ของ iPhone แต่ละรุ่น
- iPhone 8 – iPhone X → รองรับเทคโนโลยี Fast Charge ที่กำลังไฟ 18W ขึ้นไป ทำให้ชาร์จได้เร็วกว่าอะแดปเตอร์มาตรฐาน 5W อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อต้องการชาร์จแบตเตอรี่อย่างเร่งด่วน
- iPhone 11 Series → รองรับกำลังไฟสูงสุดประมาณ 22W ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จให้เร็วขึ้นอีกระดับ เหมาะสำหรับผู้ใช้งานหนักที่ต้องการชาร์จอย่างรวดเร็ว
- iPhone 12 – 14 Pro Max → รองรับกำลังไฟสูงสุดประมาณ 27W ทำให้ชาร์จได้เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า สามารถชาร์จได้ถึง 50% ในเวลาเพียง 30 นาที เมื่อใช้อะแดปเตอร์ที่มีกำลังไฟเพียงพอ
- iPhone 15 Pro/Pro Max → รองรับกำลังไฟสูงสุดประมาณ 27W เช่นเดียวกับรุ่น 12-14 แต่เปลี่ยนพอร์ตเป็น USB-C ตามมาตรฐานสากล ทำให้ใช้อะแดปเตอร์และสายชาร์จร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้สะดวกมากขึ้น
สรุปง่าย ๆ: แม้จะใช้อะแดปเตอร์กำลังไฟสูงเช่น 30W, 35W หรือ 67W กับ iPhone ได้ แต่ตัวเครื่องจะจำกัดการรับกำลังไฟสูงสุดที่ประมาณ 27W เท่านั้น เป็นการออกแบบโดย Apple เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเร็วในการชาร์จและความปลอดภัยของแบตเตอรี่
ข้อควรระวังในการใช้อะแดปเตอร์ iPhone
- หลีกเลี่ยง อะแดปเตอร์ปลอม หรือไม่ได้มาตรฐาน เพราะอาจทำให้เครื่องร้อนเกินไป ทำลายแบตเตอรี่ในระยะยาว หรือในกรณีร้ายแรงอาจก่อให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจรที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งอุปกรณ์และผู้ใช้งาน
- ตรวจสอบว่าอะแดปเตอร์มีสัญลักษณ์ MFi (Made for iPhone) หรือมาตรฐานความปลอดภัยสากล (เช่น UL, CE, FCC) ซึ่งรับรองว่าผ่านการทดสอบความปลอดภัยและมีระบบป้องกันไฟกระชากที่จะช่วยปกป้องอุปกรณ์ของคุณ
- อย่าใช้อะแดปเตอร์ที่มีกำลังไฟต่ำกว่า 5W เพราะจะชาร์จไม่เสถียร ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และอาจทำให้การชาร์จหยุดกลางคันเมื่อมีการใช้งานอุปกรณ์ระหว่างชาร์จ
เทคนิคการเลือกซื้ออะแดปเตอร์ iPhone ให้คุ้มที่สุด
- สำหรับ iPhone รุ่นเก่า (ก่อน iPhone 11): ใช้หัวชาร์จเดิมได้ตามปกติ แต่หากต้องการชาร์จให้เร็วขึ้น ควรเลือกอะแดปเตอร์ที่มีกำลังไฟ 12W หรือ 20W ซึ่งจะช่วยลดเวลาการชาร์จและรองรับการใช้งานได้ดีกว่า
- สำหรับ iPhone 12 – iPhone 14: ควรเลือกอะแดปเตอร์ USB-C ที่มีกำลังไฟ 20W หรือ 30W จะคุ้มค่าที่สุด เพราะนอกจากชาร์จ iPhone ได้เร็วแล้ว ยังใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPad หรือ MacBook รุ่นเล็กได้อีกด้วย
- สำหรับ iPhone 15 Series: เลือกอะแดปเตอร์ USB-C PD ที่มีกำลังไฟ 20W–30W ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่จำเป็นต้องซื้ออะแดปเตอร์กำลังไฟสูงถึง 67W เพราะตัวเครื่องจำกัดการรับกำลังไฟสูงสุดที่ประมาณ 27W เท่านั้น
- หากต้องการความสะดวกสบายสูงสุด: เลือก MagSafe Charger คู่กับอะแดปเตอร์กำลังไฟ 20W หรือสูงกว่า เพื่อประสบการณ์การชาร์จไร้สายที่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องกังวลเรื่องสายพันกัน และสามารถใช้งานเครื่องขณะชาร์จได้อย่างคล่องตัว
ตารางเปรียบเทียบอะแดปเตอร์ iPhone

บทสรุป
อะแดปเตอร์ iPhone มีหลายประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ตั้งแต่ USB-A แบบดั้งเดิม ที่มีมาตั้งแต่ยุคแรก ไปจนถึง USB-C Power Delivery (PD) รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว และ MagSafe Wireless ที่ให้ประสบการณ์การชาร์จไร้สายที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้ออะแดปเตอร์คือ การเลือกรุ่นที่ รองรับกำลังไฟที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ และได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจาก Apple อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ชาร์จได้รวดเร็ว ปลอดภัย และรักษาอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนาน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอะแดปเตอร์ใหม่เพื่อใช้งานทั่วไป ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดคือ USB-C ขนาด 20W ซึ่งเป็นตัวเลือกพื้นฐานที่คุ้มค่า ใช้ได้กับ iPhone ทุกรุ่นตั้งแต่ iPhone 8 เป็นต้นไป และรองรับการชาร์จเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผู้ใช้ iPhone 15 Series ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออะแดปเตอร์ที่มีกำลังไฟสูงเกินความจำเป็น เพราะอะแดปเตอร์ USB-C ที่มีกำลังไฟ 20–30W ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว



